วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่ 4


1.สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภท มีข้อดีและข้อเสีย
1.1. คลื่นไมโครเวฟ
การส่งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากหอ (สถานี)  ส่ง-รับสัญญาณหนึ่งไปยังอีกหอหนึ่ง  แต่ละหอจะครอบคลุมพื้นที่
รับสัญญาณประมาณ 30-50  กม. 
ข้อเสีย
- การส่งสัญญาณข้อมูลไมโครเวฟมักใช้กันในกรณีที่การติดตั้งสายเคเบิลทำได้ไม่สะดวก
- ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย เช่น ฝนตก ฟ้าผ่า พายุ
- แต่ละสถานีไมโครเวฟจะติดตั้งจานส่ง-รับสัญญาณข้อมูล 
- แพร่หลาย  สำหรับการสื่อสารข้อมูลในระยะทางไกล ๆ หรือ ระหว่างอาคาร
- ไมโครเวฟยังมีราคาถูกกว่า และติดตั้งได้ง่ายกว่า และสามารถส่งข้อมูลได้คราวละมาก ๆ 
1.2. สัญญาณดาวเทียม
- ลักษณะของการรับส่งสัญญาณข้อมูลอาจจะเป็นแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point)  หรือแบบแพร่สัญญาณ (Broadcast)  
- สถานีดาวเทียม 1 ดวง สามารถมีเครื่องทบทวนสัญญาณดาวเทียมได้ถึง  25 เครื่อง
- เครื่อง   และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง  1 ใน 3 ของพื้นผิวโลก
- เครื่องทบทวนสัญญาณของดาวเทียมเรียกว่า (Transponder)
- ไปยังสถานีปลายทาง  การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรียกว่า  "สัญญาณอัปลิงก์"
- และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า "สัญญาณ ดาวน์-ลิงก์"
ข้อเสีย   ของการส่งสัญญาณข้อมูลทางดาวเทียมคือ 
- สัญญาณข้อมูลสามารถถูกรบกวนจากสัญญาณภาคพื้นอื่น ๆ ได้ 
- ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย เช่น ฝนตก ฟ้าผ่า พายุ
- เกิดความล่าช้าของสัญญาณข้อมูล เรียกว่า ความหน่วยในการแพร่สัญญาณ (Delay Time)
- ในการส่งสัญญาณเนื่องจากระยะทางขึ้น-ลง ของสัญญาณ  และที่สำคัญคือ มีราคาสูงในการลงทุนทำให้ค่าบริการสูงตามขึ้นมาเช่นกัน
1.3. บลูทูธ (Bluetooth)  ลักษณะของบลูทูธ
- เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1998
- ใช้ความถี่ในการส่งสัญญาณข้อมูล 2.5 GHz.
- สื่อสารได้ในระยะทางไม่เกิน 10 เมตร
- สื่อสารระหว่างอุปกรณ์หลาย ๆ อุปกรณ์ได้
ข้อดี
- เป็นระบบการสื่อสารที่มีมาตรฐาน สามารถนำไปใช้งานได้ทั่วโลก
- เป็นระบบสื่อสารที่ใช้งานได้ทั้งข้อมูลเสียง และ multimedia
ข้อเสีย
- เนื่องจากสามารถสื่อสารระหว่างอุปกรณ์หลายๆ อุปกรณ์ จึงทำให้เกิดการชนกันของข้อมูล
4. อินฟราเรด (Infrared)  ลักษณะของแสงอินฟราเรด
- ใช้ในการสื่อสารข้อมูลระยะใกล้ เท่านั้น
- ใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่าง 2 อุปกรณ์เท่านั้น
- มีอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลไม่สูง
ข้อดี
- ราคาถูก
- ใช้งานได้โดยไม่ต้องขอคลื่นความถี่จากองค์กรควบคุมการสื่อสาร
ข้อเสีย
- แสงอินฟราเรดไม่สามารถผ่านวัตถุทึบแสงได้
- แสงอินฟราเรดถูกรบกวนด้วยแสงอาทิตย์ได้ง่าย

2.การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร มีประโยชน์  คือ
            2.1.  การแลกเปลี่ยนข้อมูลทำได้ง่าย
                โดยโดยผู้ใช้ในเครือข่ายสามารถที่จะดึงข้อมูลจากส่วนกลาง หรือข้อมูลจากผู้ใช้คนอื่นมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เหมือนกับการดึงข้อมูลมาใช้จากเครื่องของตนเอง และนอกจากดึงไฟล์ข้อมูลมาใช้แล้ว ยังสามารถคัดลอกไฟล์ไปให้ผู้อื่นได้อีกด้วย
            2.2.  ติดต่อสื่อสารสะดวก รวดเร็ว
เครือข่ายนับว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ได้เป็นอย่างดี ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล กับเพื่อนร่วมงานที่อยู่คนละที่ ได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว
2.3.  ทำงานประสานกันเป็นอย่างดี
ก่อนที่เครือข่ายจะเป็นที่นิยม องค์กรส่วนใหญ่จะใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น เมนเฟรม หรือมินิคอมพิวเตอร์ ในการจัดการงาน และข้อมูลทุกอย่างในองค์กร แต่ปัจจุบันองค์กรสามารถกระจายงานต่าง ๆ ให้กับหลาย ๆ เครื่อง แล้วทำงานประสานกัน เช่น การใช้เครือข่ายในการจัดการระบบงานขาย โดยให้เครื่องหนึ่งทำหน้าที่จัดการการเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ อีกเครื่องหนึ่งจัดการกับระบบสินค้าคงคลัง เป็นต้น
2.4.  ติดต่อสื่อสารสะดวก รวดเร็ว
เครือข่ายนับว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ได้เป็นอย่างดี ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล กับเพื่อนร่วมงานที่อยู่คนละที่ ได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว
2.5.  เรียกข้อมูลจากบ้านได้
เครือข่ายในปัจจุบันมักจะมีการติดตั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องหนึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้เครือข่ายจากระยะไกล เช่น จากที่บ้าน โดยใช้ติดตั้งโมเด็มเพื่อใช้หมุนโทรศัพท์เชื่อมต่อ เข้ากับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย

3.หากนาระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรนักศึกษาจะเลือกรูปแบบของระบบเครือข่าย(LAN Topology) แบบใด
แบบ Star  เพราะเป็นระบบที่มีเป็นการต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อสายเข้าไปที่อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch จะทำหน้าที่เปรียบศูนย์กลางที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูล โดยข้อดีของการต่อในรูปแบบนี้คือ หากสายสัญญาณเกิดขาดในคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆจะสามารถใช้งานได้ปกติ แต่หากศูนย์กลางคือ Hub หรือ Switch เกิดเสียจะทำให้ระบบทั้งระบบไม่สามารถทำงานได้ทั้งระบบ 

4.อินเทอร์เน็ตมีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทย คือ
 - สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ
 - ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
 - นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น 

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่ 3

1. ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิคส์  แบ่งได้ 3วิธี ดังนี้
 
               1. ขั้นเตรียมข้อมูล
 เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการประมวลผล ซึ่งมี 4 วิธี
                1.1 การลงรหัส
                1.2 การตรวจสอบ
                1.3 การจำแนก
                1.4 การบันทึกข้อมูลลงสื่อ 
 2.  ขั้นตอนการประมวลผล
                คือ เป็นการนำเอาโปรแกรมที่เขียนขึ้น  มาใช้เพื่อประมวลผลข้อมูลที่ได้เตรียมไว้และข้อมูลยังคงเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตสารสนเทศต่างๆ เช่น
                2.1 การคำนวณ
                2.2 การเรียงลำดับข้อมูล
                2.3 การสรุป
                2.4 การเปรียบเทียบ
3. ขั้นตอนการแสดงผลลัพธ์
เป็นขั้นตอนการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ  อาจอยู่ในรูปแบบเอกสาร รายงาน การนำเสนอบนจอภาพ โดยการใช้คอมพิวเตอร์  เป็นต้น

2. โครงสร้างของข้อมูลตั้งแต่หน่วยที่เล็กที่สุดไปหาหน่วยที่ใหญ่ที่สุด
ในระบบคอมพิวเตอร์จะมีการจัดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่มีขนาดต่างกัน ดังนี้
1. บิต (Bit) เป็นหน่วยข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนำไปใช้งานได้ ได้แก่ เลข 0 และ เลข 1
2. ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) ได้แก่ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0,1…9,A, B,…Z ซึ่ง 1 ไบต์ จะเท่ากับ 8 บิต หรือ ตัวอักขระ 1 ตัว
3. ฟิลด์ (Flied) คือ อักขระ ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป รวมกันเป็น ฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว ชื่อสกุล เป็นต้น
4. เรคคอร์ด (Record) คือ การนำเอาฟิลด์หลายฟิลด์และมีความสัมพันธ์มารวมกลุ่มกัน เช่น นักเรียนแต่ละคนจะมีข้อมูลที่เกี่ยวกับ ชื่อ สกุล อายุ เพศ เกรดเฉลี่ยฯลฯ โดยข้อมูลในลักษณะนี้คือ 1 เรคคอร์ดนั่นเอง
5. แฟ้มข้อมูล หรือ ไฟล์ ( Flies) คือ เรคคอร์ดหลายๆ เรคคอร์ดรวมกัน และเป็นเรื่องเดียวกัน
เช่น แฟ้มข้อมูลนักเรียนห้อง ม.1/1 จำนวน 50 คน ทุกคนจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อ สกุล เพศ อายุ เกรดเฉลี่ย ฯลฯ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ของนักเรียนจำนวน 50 คนนี้ เรียกว่า แฟ้มข้อมูล
6. ฐานข้อมูล (Database) คือ การเก็บรวบรวมไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลหลายๆ ไฟล์ที่เกี่ยวข้องมารวมกัน

3. ดิฉันได้นำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในงานของดังนี้
            สถานที่ทำงาน     สำนักงานบัญชี
                งานที่ทำ                                การบันทึกรายรับรายจ่ายของลูกค้ารวมถึงการดูแลข้อมูลเจ้าหนี้และลูกหนี้และอื่นๆ อีกมากมาย
                ตัวอย่างข้อมูลที่นำมาใช้ได้แก่
รายชื่อลูกค้าและเจ้าหนี้
1.             ชื่อ (บริษัท , ห้างหุ้นส่วน ,บุคคลธรรมดา
2.             ที่อยู่
3.             เบอร์โทร
4.             เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
สินค้า ยอดขายตามหมวดหมู่
5.             ลูกค้า ยอดขายตามกลุ่มลูกค้า พื้นที่
6.             พนักงานขาย ยอดขายตามทีมงาน พื้นที่
7.             ภายในบริษัท ยอดขายตามสาขา, ตามภูมิภาค
8.             การทำ Cost Center, Profit Center
กลุ่มสินค้า
1.             วัสดุงานต้นทุน
2.             วัสดุงานบริหาร
3.             เครื่องมือเครื่องใช้
4.             วัสดุสิ้นเปลืองอื่น
ประโยชน์ต่อองค์กร
1.             ข้อมูลไม่ซับซ้อน
2.             มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน
3.             ฐานข้อมูลรองรับงานทุกประเภท

4.ความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลแบบ Batch กับ realtime
การประมวลผลแบบทันที Realtime processingหมายถึง ระบบการประมวลผลข้อมูลที่ทำในทันทีที่ข้อมูลถูกส่งเข้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาทันทีเพื่อจะได้สั่งการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือควบคุมได้ เช่น การประมวลผลของเครื่องถอนเงินด่วนตามธนาคารต่าง ๆ (ATM) ซึ่งให้บริการการฝากถอน ทำให้ผู้ใช้บริการทราบผลในทันที เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์จะตรวจสอบให้ในทันทีว่า รหัสถูกต้องหรือไม่ มีเงินพอหรือไม่ ฯ ถ้ามีพอ ก็สั่งปฏิบัติการ คือจ่ายเงินให้เลย การจองตั๋วเครื่องบิน ก็มีลักษณะเป็นแบบทันทีนี้เช่นกัน
ส่วนการประมวลผลที่ไม่ต้องทำทันที เรียกว่า "การประมวลผลเชิงกลุ่ม" (batch processing) หมายถึงการประมวลผลที่ทำต่อเนื่องกันไปตามลำดับ มีระบบปฏิบัติการเป็นตัวควบคุม การประมวลผลแบบนี้ มักจะเป็นงานใหญ่ ๆ จะต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้เรียบร้อยก่อน จึงจะส่งเข้าประมวลผล คอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลให้ตามลำดับก่อนหลัง หรือลำดับความสำคัญ วิธีการนี้ประหยัดกว่า แต่ช้าและไม่ทันใจ ดู batch processing เปรียบเทียบ




วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 2 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ


1. ความหมายและตัวอย่างขององค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
1.1. ความหมายของฮาร์ดแวร์





ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามคุณลักษณะของ องค์ประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ดังนี้
1) หน่วยรับเข้า  ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูล เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาจส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลโดยตรง เช่น เมาส์ , แผงแป้นอักขระ, ปากกาแสง, ก้านควบคุม ฯลฯ หรือส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลทางอ้อม เช่น เครื่องขับ, แผ่นบันทึก , เครื่องขับเทปแม่เหล็ก เป็นต้น
2) หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ไมโครโพรเซสเซอร์ ของไมโครคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่นำคำสั่งและข้อมูล เก็บไว้ในหน่วยความจำมาแปลความหมาย และ กระทำตามคำสั่งพื้นฐานของไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งแทนได้ด้วยรหัสเลขฐานสอง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณและหน่วยตรรกะ
3) หน่วยส่งออก หรือหน่วยแสดงผล ซึ่งประกอบด้วย จอภาพ (Monitor) ลำโพง (Speaker) และเครื่องพิมพ์ (Printer)
1.2. ความหมายของซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจเรียกว่า โปรแกรม ก็ได้ ซึ่งหมายถึงคำสั่งหรือชุดคำสั่ง สามารถใช้เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เราต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรก็เขียนเป็นคำสั่งที่จะต้องสั่งเป็นขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วนก็จะเรียกว่า นักเขียนโปรแกรม (Programmer) สำหรับการเขียนโปรแกรมดังกล่าวใช้ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ หรือหมายถึง ภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาเบสิก ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาก็จะนำไปใช้ในงานเฉพาะอย่าง เช่น โปรแกรมสต็อกสินค้าคงคลัง โปรแกรมคำนวณภาษี โปรแกรมคิดเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น
ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Software) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
1. ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software)
        หมายถึง โปรแกรมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นโปรแกรมตามหน้าที่การทำงาน
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
        หมายถึง โปรแกรมที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เขียนมาใช้งานเอง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ Word Processor โปรแกรมที่ช่วยในการทำเอกสาร พิมพ์งานต่าง ๆ เช่น เวิร์ดจุฬา, เวิร์ดราชวิถี, Microsoft Word, WordPerfect, AmiPro เป็นต้น
        จากข้างต้นเป็นตัวอย่างของ Package Program ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบัน ที่จริงแล้ว Package Program สามารถแบ่งออกได้เป็น 9 ประเภทด้วยกัน สำหรับรายละเอียดของโปรแกรมแต่ละประเภทนั้น มีรายละเอียดดังนี้
1.3. บุคลากร ( Peopleware )
                บุคลากรจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดถึงประสิทธิภาพถึงความสำเร็จและความคุ้มค่าในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแบ่งบุคลากรตามหน้าที่เกี่ยวข้องตามลักษณะงานได้ 6 ด้าน ดังนี้
3.1  นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (Systems Analyst and Designer  :  SA ) ทำหน้าที่ศึกษาและรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักเขียนโปรแกรม (Programmer) หรือปรับปรุงคุณภาพงานเดิม  นักวิเคราะห์ระบบต้องมีความรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ พื้นฐานการเขียนโปรแกรม และควรจะเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
3.2  โปรแกรมเมอร์ ( Programmer ) คือบุคคลที่ทำหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์ต่างๆ(Software )หรือเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตามแผนผังที่นักวิเคราะห์ระบบได้เขียนไว้
3.3  ผู้ใช้ ( User ) เป็นผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นผู้ปฏิบัติหรือกำหนดความต้องการในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ว่าทำงานอะไรได้บ้าง     ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป จะต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ
3.4  ผู้ปฏิบัติการ (Operator ) สำหรับระบบขนาดใหญ่  เช่น เมนเฟรม  จะต้องมีเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ที่คอยปิดและเปิดเครื่อง  และเฝ้าดูจอภาพเมื่อมีปัญหาซึ่งอาจเกิดขัดข้อง  จะต้องแจ้ง System  Programmer  ซึ่งเป็นผู้ดูแลตรวจสอบแก้ไขโปรแกรมระบบควบคุมเครื่อง (System  Software) อีกทีหนึ่ง 
3.5  ผู้บริหารฐานข้อมูล ( Database Administrator : DBA ) กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดสิทธิ
การใช้งานข้อมูล กำหนดในเรื่องความปลอดภัยของการใช้งาน   พร้อมทั้งดูแลดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database Server) ให้ทำงานอย่างปกติด้วย
3.6  ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน  เป็นผู้ที่มีความหมายต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานเป็นอย่างมาก

1.4. ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วใช้ตัวเลขตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ ต่างๆ ทำความหมายแทนสิ่งเหล่านั้น เช่น
·                     คะแนนสอบวิชาภาษาไทยของนักเรียน
·                     อายุของพนักงานในบริษัทชินวัตรจำกัด
·                     ราคาขายของหนังสือในร้านหนังสือดอกหญ้า
·                     คำตอบที่ผู้ถูกสำรวจตอบในแบบสอบถาม

1.5. สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อสรุปต่างๆ ที่ได้จากการนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ หรือผ่านวิธีการที่ ได้กำหนดขึ้น ทั้งนี้เพื่อนำข้อสรุปไปใช้งานหรืออ้างอิง เช่น
·                     เกรดเฉลี่ยของวิชาภาษาไทยของนักเรียน
·                     อายุเฉลี่ยของพนักงานในบริษัทชินวัตรจำกัด
·                     ราคาขายสูงสุดของหนังสือในร้านหนังสือดอกหญ้า 



·                     ข้อสรุปจากการสำรวจคำตอบในแบบสอบถาม
2. การนำองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ได้แก่ Hardware ,Software และ Peopleware มาประยุทธ์ใช้ในกิจการต่าง ๆ
- ร้านอาหาร  ใช้ระบบสั่งอาหารผ่าน Tablet,อุปกรณ์มือถือ Android ดูยอดขายผ่าน iPad
โปรแกรมสั่งอาหารผ่าน อุปกรณ์ Mobile ปัจจุบัน อุปกรณ์ Mobile มีราคาถูกลงเป็นอย่างมาก สี่ห้าพันก็ใช้ได้แล้ว เหมาะสำหรับนำมาใช้เสริมการให้บริการร้านอาหาร ต่อไปร้านอาหารก็ไม่ต้องใช้กระดาษจด เพียงแต่กดใน Tablet ก็สามารถสั่งไปยังห้องครัวได้ทันที
คุณสมบัติเบื้องต้น
- ใช้กับอุปกรณ์ได้ทั้งจอเล็ก และจอใหญ่
- สั่งอาหารผ่านระบบมือถือจากข้างนอกได้ (ผ่าน EDGE, 3G)
- eMenu ลูกค้าสามารถเลือกสั่งอาหารได้ด้วยตัวเอง แทน Menu แบบเดิม (เมื่อสั่งแล้ว จะต้องให้พนักงานมาทวนรายการอาหาร และกดส่งไปยังครัวอีกครั้ง)
- เปิดโต๊ะ
- ปิดโต๊ะ พร้อมสรุปยอดเงิน
- สั่งอาหาร และส่งไปยังครัว
- ยกเลิกการสั่งอาหาร และส่งไปยังครัว
- ตรวจสอบรายการอาหารที่สั่งไปแล้ว
-. ร้านขายของสะดวกซื้อ  ใช้ SML Smart Device เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบราคา, ตรวจนับสต๊อก, วางแผนการจัดวางสินค้า ผ่านอุปกรณ์ Mobile เช่น Handheld ที่สำคัญ การทำงานเป็นแบบเชื่อมกับฐานข้อมูลทันที ผ่านระบบ Wifi, EDGE ทำให้สามารถตรวจสอบสต๊อกได้ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องมีการถ่ายโอนข้อมูลให้ยุ่งยาก เพราะทุกอย่างทำงานแบบ Real Time (สามารถเชื่อมต่อภายในสำนักงาน หรือเชื่อมต่อผ่านระบบ Internet ได้)
คุณสมบัติเบื้องต้น
·                     ตรวจนับสต๊อก : เป็นการตรวจนับแบบ Real Time คือเมื่อมีการบันทึกข้อมูล  ระบบจะปรับปรุง
สต๊อกสินค้าให้ทันที ทำให้เปิดร้านไป ตรวจสต๊อกไปพร้อมกันได้
·                     ตรวจสอบราคา : เพื่อเป็นการยืนยันราคา ก่อนนำสินค้าขึ้นหน้าร้าน หรือตรวจสอบราคา ในกรณีมีการปรับปรุงราคาใหม่ หรือนำไปให้บริการกับลูกค้าหน้าร้าน ในกรณีตรวจสอบราคาสมาชิก
·                     ยืนยันการรับสินค้า : เมื่อมีการรับสินค้า หรือการโอนสินค้า เพื่อยืนยันกับเอกสารว่าสินค้าครบหรือไม่
·                     ยืนยันการจ่ายสินค้า : สำหรับร้านค้าส่ง เพื่อเป็นการยืนยันว่า สินค้าที่จ่ายไปไม่ผิด ทั้งจำนวน และรหัสสินค้า
·                     เครื่องช่วยขาย : สำหรับร้านค้าที่กองสินค้าไว้ ยกไม่ไหว สามารถไปยิงรายการสินค้าที่กองไว้ แล้วโปรแกรมจะส่งรายการที่ยิง เข้ามายังหน้าขายทันที โดยไม่ต้องโอนข้อมูลให้ยุ่งยาก
·                     จัดเรียงสินค้า : เมื่อมีการเรียงสินค้าใหม่ สามารถยิงรายการ เพื่อให้รู้ว่า สินค้าวางไว้ที่ใดบ้าง อยู่ตำแหน่งไหน เพื่อการหยิบสินค้าจะได้รวดเร็วขึ้น
-. โรงเรียนกวดวิชา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โปรแกรมประเภทนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า CAI (Computer Assisted Instruction) เป็นโปรแกรมที่นำมาสอนให้กับนักเรียนในวิชาต่าง ๆ โดยที่นักเรียนจะเรียนกับโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์และครูเป็นผู้ชีแนะ ทดสอบ และวัดความเข้าใจ รวมทั้งสรุปเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนจากโปรแกรม CAI นี้ ปัจจุบันโปรแกรมประเภทนี้เริ่มนำเข้ามาใช้ในโรงเรียนแพร่หลายมากขึ้น เพราะทุกโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนของครูวีหนึ่ง ที่ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเบื่อ และสนใจการเรียนมากขึ้นด้วย
สำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะใช้สร้างโปรแกรม CAI นั้นได้แก่ โปรแกรม Authorware และโปรแกรม ToolBook เป็นต้น
-หอพัก หรือ โรงแรม ใช้โปรแกรม จัดการระบบ โรงแรม และ จองห้องพัก (KP HOUSE) : โปรแกรมนี้ มีหน้าที่เอาไว้ สำหรับ บริหารระบบ ที่เกี่ยวกับงาน บริการ ในเรื่องของห้องเช่า หรือที่พัก ที่เป็น โรงแรมขนาดเล็ก  สำหรับใครที่กำลังจะจัดทำในเรื่องของกิจการ โรงแรมที่พัก แบบนี้พอดีละก็ คุณสมบัติ ของโปรแกรมนี้ พวกรายละเอียดการจองที่ (ห้อง) พัก ที่รวมไปถึง หมายเลขห้อง ราคาต่างๆ และก็ บันทึกการจองห้องพัก รวมไปถึง เวลาเช็คอิน (Check-In) และ เช็คเอ๊าท์ (Check-Out) และเจาะลึกลงไปถึงปลีกย่อยต่างๆ
Program Features : สำหรับ คุณสมบัติ ของโปรแกรมนี้ ที่เด่นๆ ละก็ มีอยู่ดังต่อไปนี้ครับ :
  1. สามารถ แบ่ง ประเภทห้องพัก รายละเอียดห้องพัก จำพวก หมายเลยห้อง และ ราคาค่าเช่า ได้ไม่จำกัด
  2. สามารถ บันทึกรายการหมวดสินค้าและรายการสินค้า
  3. สามารถ บันทึกการจองห้องพักได้
  4. สามารถ ที่จะทำการตรวจสอบการเช็คอินหรือการจองห้องได้
  5. สามารถ ที่จะบันทึกรายการขายสินค้า เช่น อาหาร , เครื่องดื่ม ในแต่ละห้องพักได้
  6. โปรแกรมนี้ มีระบบเช็คเอาท์เพื่อคิดค่าเช่าและค่าสินค้าอื่นๆได้
  7. โปรแกรมนี้ สามารถแสดงรายงานลูกค้าและรายได้
  8. โปรแกรมนี้ มีระบบ Login เพื่อป้องกันผู้อื่นใช้งาน โดยไม่ได้รับอนุญาต
  9. สามารถใช้งานผ่านระบบ LAN (Local Area Network) ได้

3. การแสดงข้อมูล พร้อมทั้งแสดงในรูปแบบของระบบสารสนเทศ 
กราฟราคาทองย้อนหลัง 6 เดือน

ราคาขายทอง 1 บาท (กรกฎาคม 2012 - มกราคม 2013)